AKI TALK 20-06-13

AKI ASEAN 100

สถาบันองค์ความรู้แห่งเอเชีย หรือ AKI เผยข้อมูลการจัดอันดับ 100 บริษัทที่มีรายได้สูงสุดในอาเซียน "AKI ASEAN 100" มุ่งหวังให้องค์กรธุรกิจและผู้ประกอบการไทยใช้เป็นข้อมูลสำคัญเพื่อการวิเคราะห์และวางแผนรับมือในการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ปี 2015 ที่กำลังจะมาถึง

การรวมตัวของกลุ่มประเทศในอาเซียนนั้น มีพัฒนาการหลักอยู่ 3 ช่วงสำคัญ คือ

ระยะที่ 1 : ปี ค.ศ. 1967 เป็นช่วงระยะที่ทั่วโลกเกิดสถานการณ์สงครามเย็น ในกลุ่มประเทศอาเซียนจึงเริ่มเกิดการจับมือร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อจุดประสงค์สร้างเสถียรภาพทางการเมืองของภูมิภาค เริ่มต้นจากการร่วมมือของประเทศไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ตามมาด้วยประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และเมื่อสถานการณ์สงครามเย็นยุติ ประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า จึงเข้าร่วมกลุ่ม กลายเป็น 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนดังเช่นปัจจุบัน

ระยะที่ 2 : ปี ค.ศ. 1992 โลกเข้าสู่ยุคการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ประเทศต่างๆ ที่เคยปิดตัวเอง เช่น ประเทศจีนและอินเดีย เริ่มเปิดการค้าขายในเวทีเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีการรวมตัวกันอยู่แล้ว จึงเกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยจัดตั้งเป็น AFTA จุดประสงค์เพื่อเปิดการค้าเสรี แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ลดภาษีนำเข้า ทั้งนี้เพื่อสร้างความได้เปรียบและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

ระยะที่ 3 : ปี ค.ศ. 2015 ก้าวสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC สิ่งสำคัญที่เพิ่มเติมขึ้นมาในความร่วมมือครั้งนี้ก็คือ ความสามารถในการเคลื่อนย้ายทุนและฝีมือแรงงานในภูมิภาค ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก ให้สนใจเข้ามาทำการค้าและธุรกิจในอาเซียนเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็จะทำให้อาเซียนเติบโตและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศทั่วโลก ก็คือการพัฒนาศักยภาพของบริษัทที่อยู่ภายในประเทศของตัวเอง ตัวเลขรายได้ของบริษัทชั้นนำในแต่ละประเทศ กลายเป็น 1 ในดัชนีสำคัญที่จะชี้ให้เห็นทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ

สถาบันองค์ความรู้แห่งเอเชียหรือ AKI จึงได้จัดทำ AKI ASEAN 100 คือการอันดับข้อมูล 100 บริษัทที่มีรายได้สูงสุดของอาเซียน มุ่งหวังให้องค์กรธุรกิจและผู้ประกอบการไทย สามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญเพื่อการวิเคราะห์และวางแผนรับมือในการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ปี 2015 ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งผลการจัดทำ AKI ASEAN 100 พบว่า

บริษัทที่มีรายได้สูงสุด 5 อันดับแรกของอาเซียน ประกอบไปด้วย

อันดับ 1 : บริษัท ปตท. จำกัด (ประเทศไทย)

อันดับ 2 : บริษัท ปิโตรนาส จำกัด (ประเทศมาเลเซีย)

อันดับ 3 : บริษัท Wilmar International (ประเทศสิงคโปร์)

อันดับ 4 : บริษัท Astra International (ประเทศอินโดนีเซีย)

อันดับ 5 : บริษัท Singtel (ประเทศสิงคโปร์)

และเมื่อนำผล AKI ASEAN 100 มาจัดแบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มแล้ว ก็ได้พบสถิติและตัวเลขที่น่าสนใจทางเศรษฐกิจของอาเซียนในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

รายได้ของ 100 บริษัทเหล่านี้รวมกัน คิดเป็น 1 ใน 3 ของ GDP รวมของอาเซียน ขณะที่การจ้างงานใน 100 บริษัทนี้มีเพียง 1% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

28 บริษัทในจำนวน 100 บริษัทที่มีรายได้สูงสุด เป็นบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้นหรือมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ โดยรายได้ใน 28 บริษัทนี้คิดเป็น 55% ของกลุ่ม

ใน 100 บริษัท มีบริษัทในประเทศไทยมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 คือ 28 บริษัท อันดับ 2 ประเทศมาเลเซีย 24 บริษัท และอันดับ 3 ประเทศอินโดนีเซีย 21 บริษัท

แต่หากจัดกลุ่มตามรายได้แล้ว ใน 100 บริษัทนี้ กลุ่มบริษัทจากประเทศสิงคโปร์สร้างรายได้รวมกันเป็นอันดับ 1 กลุ่มบริษัทจากประเทศมาเลเซียตามมาเป็นอันดับ 2 ขณะที่กลุ่มบริษัทจากประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3

ใน 100 บริษัท มีกลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจพลังงานจำนวน 14 % แต่มีสัดส่วนรายได้ถึง 50 % ของกลุ่ม และบริษัทในกลุ่มธุรกิจพลังงานเหล่านี้ถือหุ้นโดยรัฐบาลถึง 50%

นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่น่าสนใจของบริษัทผู้ประกอบการชั้นนำในระดับหัวแถวของอาเซียน ยังมีเรื่องของกลยุทธ์การบริหาร ที่มาของการดำเนินธุรกิจ การควบรวมกิจการ และข้อมูลสำคัญอีกมากมาย ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้ต่อในรายงานฉบับเต็มจากสถาบันองค์ความรู้แห่งเอเชียหรือ AKI ซึ่งจะมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้

ทั้งหมดนี้เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ให้ผู้ประกอบการไทย ได้มองเห็นภาพรวม ทิศทาง รวมไปถึงการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในแต่ละภาคส่วนของอาเซียนอย่างเป็นระบบและชัดเจน โดยสามารถนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ธุรกิจทั้งของตนเองและของคู่แข่ง ขณะเดียวกัน AKI ASEAN 100 ก็นับได้ว่าเป็นดัชนีตัวสำคัญ ที่ชี้ให้เราเห็นถึงศักยภาพของธุรกิจและอุตสาหกรรมภายในประเทศไทย และภายในภูมิภาคอาเซียนได้ดีเป็นอย่างยิ่ง

**หมายเหตุ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

SPEAKER :


ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว

ที่ปรึกษาสถาบันองค์ความรู้แห่งเอเชีย