AKI TALK 19-10-12

Opportunity of ASEAN in Japan and Japan in ASEAN

โลกของธุรกิจ "วัฒนธรรม" เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมให้คู่การค้ารู้สึกใกล้ชิดกัน เกิดความเป็นพวกพ้อง มีความเข้าอกเข้าใจ มีความเป็นเพื่อน เกิดมิตรภาพ สร้างความประทับใจ จนนำสู่ความสำเร็จในการทำธุรกิจร่วมกันในที่สุด เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง"

เมื่อเอ่ยถึงประเทศญี่ปุ่น เราย่อมนึกถึงประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับต้น ๆ ของโลก แม้ วันนี้สถานการณ์หลาย ๆ อย่างทั่วโลกจะเปลี่ยนแปลงจนส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่นทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม แต่ในวงจรเศรษฐกิจแล้ว ประเทศญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ทั่วโลกต้องให้ความสำคัญและจับตามองความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

สำหรับประเทศไทย ความเป็นคู่ค้าในทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่นนั้น ประเทศไทยเป็นฝ่ายเสียดุลในทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด แต่หากมองในอนาคตอันใกล้ เมื่อเกิดการรวมตัวกันของ AEC หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ทุกสิ่งทุกอย่างจะแตกต่างไปอย่างชัดเจน ประเทศญี่ปุ่นจะกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของ ASEAN ขณะที่สำหรับประเทศญี่ปุ่น ASEAN จะเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 รองจากประเทศจีน ซึ่งถ้ามองจากขณะนี้ที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นยังคงระอุและไม่คลี่คลาย ในอนาคต ASEAN จะก้าวสู่การเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งกับญี่ปุ่นทันที

แต่ทว่าการจะทำธุรกิจกับคนญี่ปุ่นให้สำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหนึ่งในเอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นที่ทั่วโลกต่างให้ข้อสังเกตคล้ายคลึงกันนั่นก็คือ "การเข้าถึงยาก" อาจจะเปรียบได้ว่าคนญี่ปุ่นเหมือน "ทุเรียน" จำเป็นต้องปอกเปลือกที่แข็งแรงออกให้ได้เสียก่อน จึงจะมีโอกาสได้ลิ้มรสชาติความหอมหวานที่ซ่อนอยู่ข้างใน ซึ่งหนึ่งในยุทธวิธีที่จะสามารถกระเทาะเปลือกที่แข็งแรงของคนญี่ปุ่นออกได้นั้น ก็คือการเข้าใจ "วัฒนธรรมญี่ปุ่น"

ในโลกของธุรกิจ "วัฒนธรรม" เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมให้คู่การค้ารู้สึกใกล้ชิดกัน เกิดความเป็นพวกพ้อง มีความเข้าอกเข้าใจ มีความเป็นเพื่อน เกิดมิตรภาพ สร้างความประทับใจ จนนำสู่ความสำเร็จในการทำธุรกิจร่วมกันในที่สุด เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" ดังนั้น ก่อนจะทำการค้ากับญี่ปุ่น จึงจำเป็นต้องเรียนรู้จักความเป็น "ญี่ปุ่น" ให้ถ่องแท้ และต่อไปนี้คือความเป็นเอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นบางประการที่สำคัญและควรรู้

ภาษาและการสื่อสาร : ประเทศญี่ปุ่นใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร แม้ในระยะหลังคน ญี่ปุ่นจะเริ่มให้ความสำคัญในการเรียนรู้ภาษาอื่น แต่ก็ยังไม่แพร่หลายมากนัก ดังนั้นนักธุรกิจที่จะเข้าไปทำ การค้าในประเทศญี่ปุ่น จึงควรที่จะเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นให้ได้สักเล็กน้อยก็ยังดี นอกจากเพื่อเป็นพื้นฐานการใช้ชีวิตประจำวันแล้วก็ยังถือประตูด่านแรกในการสร้างความประทับใจให้กับคนญี่ปุ่นอีกด้วย

การแต่งกาย : ในประเทศญี่ปุ่น ภาพที่เห็นจนคุ้นชินตาคือชายหญิงชาวญี่ปุ่นในชุดสูทสีดำบนท้องถนน หรือไม่ว่าจะในพาหนะประเภทใด ตั้งแต่รถยนต์ส่วนตัว รถไฟฟ้า หรือแม้แต่จักรยาน เพราะสำหรับญี่ปุ่นแล้ว "สูทสีดำ" คือเครื่องแต่งกายมาตรฐานในการติดต่อธุรกิจ

ความตรงต่อเวลา : ในประเทศแถบยุโรป สำหรับการล่าช้าหรือคำว่าดีเลย์อาจยอมรับได้ในระยะเวลา 15 นาที แต่สำหรับในประเทศญี่ปุ่นแล้ว คำว่าดีเลย์นั้นในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือไม่เกิน 1 นาทีเท่านั้น

ความเป็นชาตินิยม : คนญี่ปุ่นมีความเป็นชาตินิยมสูงมาก พวกเขาจะเชื่อมั่นในสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในญี่ปุ่น ผลิตโดยคนญี่ปุ่น ส่งผลให้สินค้าภายในประเทศมีราคาและความนิยมสูงกว่าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและครอบครัว : คนญี่ปุ่นมีความเป็นส่วนตัวสูง ในการคบหากันระยะแรกจะค่อนข้างมีระยะห่าง เรื่องของการสัมผัสระหว่างบุคคลจะน้อยมาก ในส่วนของความเป็นครอบครัวนั้น ชีวิตและการทำงานเขตเมืองทำให้ไม่ค่อยมีความผูกพันระหว่างกัน ปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เหล่าคนชราหลายต่อหลายคนต้องอยู่ลำพังตัวคนเดียวจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม Hofstade นักสังคมศาสตร์ชาวดัตช์ ได้เคยทำการวิเคราะห์ถึงลักษณะเด่นของคนญี่ปุ่นผ่านตัวชี้วัด 4 ประการ คือ

  • Individual & Collectivism (ความเป็นปัจเจกหรือความเป็นสังคม)
  • Power Distance (การเคารพผู้อาวุโส ลำดับชั้นทางสังคม)
  • Uncertainty avoidance (การไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง)
  • Achievement VS Nurturing (การให้นิยามความสำเร็จ)

ผลจากการวิเคราะห์ของ Hofstade พบว่า คนญี่ปุ่ค่อนข้างมีความเป็นปัจเจกกึ่งกลางค่อนไปทางสูง เรื่องของลำดับชั้น การเคารพผู้มีอาวุโสในสังคมยังอยู่ในระดับกลางใกล้เคียงเกาหลี ขณะเดียวกันคนญี่ปุ่นเป็นคนที่ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ที่วางเอาไว้ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะความมีวินัยสูงซึ่งเป็นจุดเด่นประจำชาติ และท้ายสุดคนญี่ปุ่นยังคงให้นิยามความสำเร็จในด้านวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เงินทอง รถยนต์ สูงกว่าคุณภาพชีวิตหรือคุณค่าทางจิตใจ

เราจะมองเห็นว่า จากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพสังคม วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น โอกาสทางธุรกิจในยุคต่อไปนั้น กำลังก้าวเข้ามาพร้อมกับยุคของผู้สูงวัย ธุรกิจที่สามารถรองรับคนกลุ่มนี้ได้คือกลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามอง ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจลองสเตย์ ธุรกิจเรียลเอสเตท งานบริการ การแพทย์ สปา ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นธุรกิจที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย

ญี่ปุ่นและไทยถือเป็นประเทศที่มีมิตรภาพที่ดีต่อกันมาช้านาน ในสายตาของคนญี่ปุ่นแต่เดิมนั้น ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ น่าอยู่ คนมีจิตใจงดงาม มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ อุปสรรคสำคัญเดียวคือวิกฤติศรัทธาที่หดหายจากสถานการณ์รุนแรงทางการเมืองและน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งหากเราทุกคนสามารถช่วยกันกอบกู้ศรัทธาและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยให้กลับมาได้อีกครั้ง ก็คงจะเป็นเรื่องไม่ยากเกินไปที่จะก้าวสู่ความสำเร็จทางธุรกิจร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุน ทั้งบนเวทีเศรษฐกิจระดับอาเซียนและระดับโลกต่อไป

SPEAKER :


ดร.เจษฎา ศาลาทอง

อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และพิธีกรข่าว

จากกรุงเทพธุรกิจทีวี