AKI TALK 08-11-12

การเตรียมตัวธุรกิจไทยเพื่อเข้าสู่ AEC

     เวลานี้ยังไม่สายเกินไปที่เหล่าธุรกิจไทยจะลุกขึ้นมากระตือรือร้น ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC กัน ซึ่งหลักสำคัญในการที่จะกระโดดเข้าสู่สังเวียน AEC ครั้งนี้ จำเป็นต้องคำนึงถึงคำ 2 คำ นั่นคือการ "รุกอย่างมีชั้น" และ "รับอย่างมีเชิง"

          ตัวเลขมากมาย ผลวิจัยหลากหลาย บ่งบอกว่าในปี พ.ศ. 2558 เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจ
อาเซียนอย่างเป็นทางการ ประเทศไทยและอีก 9 ประเทศในแถบภูมิภาคแห่งนี้ จะมีพลังทางเศรษฐกิจในเวทีโลกเพิ่มสูงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขจำนวนผู้คน รายได้รวม รายได้ต่อหัวของประชากร เมื่อเป็นอย่างนี้ ทำให้ทุกประเทศในอาเซียนต่างเตรียมตัวกันอย่างคึกคัก หมายที่จะรุกคืบทางเศรษฐกิจ แต่ละประเทศต่างมีการวางแผนกลยุทธ์อย่างรอบด้านเพื่อโอกาสใหม่ทางธุรกิจที่กำลังจะมาถึง
สำหรับประเทศไทยเอง แม้หลาย ๆ เสียงจะบอกว่าเราเพิกเฉยกันมานาน แต่เวลาที่เหลือนี้ก็ถือว่ายังไม่สายเกินไปที่เหล่าธุรกิจไทยทั้งเล็กและใหญ่จะลุกขึ้นมากระตือรือร้น ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC กัน ซึ่งหลักสำคัญในการที่จะกระโดดเข้าสู่สังเวียน AEC ครั้งนี้ จำเป็นต้องคำนึงถึงคำ 2 คำ นั่นคือการ "รุกอย่างมีชั้น" และ "รับอย่างมีเชิง"

รุกอย่างมีชั้น" ทำอย่างไร?

สำหรับประเทศไทยและประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่มสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีการค้าขายธุรกิจกันเองอยู่ในสัดส่วนประมาณ 1/4 หรือประมาณ 25% ยกเว้นบางประเทศที่มีข้อจำกัดทางพื้นที่ตั้ง เช่น ลาว เวียดนาม ที่อาจจะมีสัดส่วนน้อยกว่านี้
เมื่อวันที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเปิด  ทั้ง 10 ประเทศสมาชิกจะเกิดการผนวกและรวมกันตัวกันในทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ข้อจำกัดหลาย ๆ ประการถูกยกเลิก ขณะที่ข้อตกลงใหม่ ๆ ก็ถูกกำหนดขึ้นมากมาย ทั้งนี้เพื่อเอื้อให้เกิดการร่วมมือทางธุรกิจ หวังผลกระตุ้นให้เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้มีการเติบโตมากขึ้น หากมองโอกาสครั้งนี้ ธุรกิจไทยสามารถ "รุก" ได้ใน 3 รูปแบบ คือ
1.ค้าขายจากประเทศเราไป : รูปแบบนี้เป็นรูปแบบปกติทั่วไปพื้นฐานที่ทำกันมา คือใช้วัตถุดิบของเราเอง ผลิตเอง แต่ส่งไปขายใน AEC สินค้าในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเหมาะกับสินค้าประเภทอุปโภค บริโภค แต่จุดแข็งของสินค้าประเทศไทย อยู่ที่การเป็นสินค้าคุณภาพสูง แรงงานฝีมือดี ราคาสูง ดังนั้นควรจะมุ่งจับกลุ่มเป้าหมายในตลาดบน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังการซื้อสินค้าในลักษณะนี้ ประเทศที่น่าสนใจ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ที่ปัจจุบันนี้มีประชากรวัยทำงานเยอะ มีกำลังซื้อ หรือประเทศมาเลเซียที่ประชาชนมีวิสัยทัศน์สูงในการที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและความเป็นอยู่ของตัวเอง หรือกรณีถ้ามั่นใจว่าสินค้าเราอยู่ในระดับพรีเมียมสุด ๆ ก็อาจจะมุ่งตลาดไปที่ประเทศสิงคโปร์เลยก็ได้
2. ไปตั้งร้านค้าในประเทศอื่น : รูปแบบนี้คือการผลิตสินค้าในบ้านเรา แต่ไปเปิดหน้าร้านที่ประเทศเขา รูปแบบนี้จะเหมาะก็ต่อเมื่อเรามีฐานลูกค้าอยู่แล้วในมือ ผนวกกับต้องมีความมั่นใจในกลุ่มเป้าหมายของตลาดที่เราจะเข้าไป ว่ามีขนาดใหญ่หรือปริมาณมากพอที่จะคุ้มค่ากับการลงทุน
3. ไปตั้งโรงงานผลิตในประเทศอื่น : รูปแบบนี้เหมาะกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สิ่งที่ควรคำนึงถึงความมั่นใจในฐานลูกค้า จำนวนกลุ่มเป้าหมาย และตลาดที่จะรองรับ นอกจากนั้นก็ยังต้องคำนึงถึงวัตถุดิบที่เพียงพอที่จะรองรับกระบวนการผลิต ต้องมีการศึกษากฎเกณฑ์ กฎหมายตลอดจนถึงข้อบังคับเฉพาะของประเทศนั้น ๆ อย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจและดำเนินการ ตัวอย่างเช่น ความสนใจในการที่จะไปลงทุนผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศพม่าเพื่อรองรับการขยายตัวของรีสอร์ทในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในขณะนี้ เป็นต้น

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมในการ "รุก"

ขายของที่มีคุณภาพ : เราต้องมั่นใจและทำให้ลูกค้าแน่ใจให้ได้ว่าสินค้าของเราเป็นสินค้าเกรดเอ มีคุณภาพดี บางครั้งอาจต้องมีการให้ผู้บริโภคทดลองใช้ฟรี เพื่อให้ลูกค้าได้มีประสบการณ์ในการใช้สินค้าโดยตรงด้วยตัวเอง
สร้างแบรนด์ : ธุรกิจไทยมักจะลืมเรื่องของการสร้างแบรนด์ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก การสร้างแบรนด์อาจสร้างด้วยตัวเอง หรือพ่วงไปกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอยู่ตัวแล้วก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ PIXAR สร้างแบรนด์ก็ใช้กลยุทธ์ด้วยการพ่วงไปกับแบรนด์ของ Walt Disney
ปรับรูปแบบสินค้าและบริการ : ถ้าจะก้าวเข้าสู่ AEC สินค้าและบริการของเราจะต้องมีรูปแบบที่เป็นสากล ตัวอย่างง่าย ๆ คือป้ายบอกรายละเอียดสินค้า ก็ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษควบคู่กันไป
พัฒนาทักษะและเปลี่ยนมุมมอง : เราต้องฝึกฝนภาษาอังกฤษให้ดี และเมื่อต้องเข้าไปติดต่อค้าขายกับประเทศใด ต้องฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตน สร้างนิสัยใฝ่รู้ อยากเรียนรู้ให้เป็นนิสัย ขณะเดียวกันก็ต้องมีจุดยืน เห็นคุณค่าและกล้าแสดงออกว่าตัวเราเองก็มีจุดดีเช่นเดียวกัน
ทั้งหมดนี้คือคำแนะนำในการ "รุก" แต่แน่นอน การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราไม่ได้รุกแต่เพียงฝ่ายเดียว ประเทศอื่น ๆ ก็พร้อมที่จะรุกเราเช่นกัน ดังนั้น เมื่อรู้จักรุกอย่างมีชั้น ก็จำเป็นต้องรู้จักการรับอย่างมีเชิงด้วย

          "รับอย่างมีเชิง" ต้องทำอย่างไร?

1. พร้อมเข้าสู่การแข่งขัน : เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในบางธุรกิจจะมีคู่แข่งเข้ามามากขึ้น มีการเปิดเสรี ให้อิสระและเกิดการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นให้กับชาวต่างชาติที่สูงมากขึ้น กลุ่มธุรกิจที่จะกระทบ ต้องไหวตัวและเตรียมตั้งรับเป็นอย่างมาก คือ ธุรกิจการเงิน ธุรกิจการธนาคาร ธุรกิจลอจิสติกส์ ฯลฯ
2. รู้จุดแข็ง : แม้ว่าเวลาจะเปลี่ยนไป แต่ประเทศไทยยังคงเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก ปัจจุบันเรามีผลผลิตสินค้าเกษตรในตลาดโลกสูงถึง 18.7 % ดังนั้นธุรกิจและอุตสาหกรรมการเกษตรยังคงถือเป็นจุดแข็งของเรา เราต้องรักษาไว้ให้ดี

เคล็ดลับสำคัญไม่ว่าเราจะ "รุก" หรือ "รับ"

เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเปิด การหลั่งไหลของทุกเชื้อชาติ ศาสนา จะเริ่มต้นขึ้น ไม่ว่าเราจะไปประเทศเขา เขาจะมาประเทศเรา ความสำเร็จของการร่วมมือทางธุรกิจไม่อาจมองข้ามเรื่องของการเรียนรู้และความเข้าใจในรูปแบบสังคม ความเป็นอยู่ รสนิยม กฎหมาย รวมไปถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างของแต่ละประเทศในอาเซียน
ตัวอย่างเช่น เราต้องเข้าใจความเป็นมุสลิมของประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน.....ตระหนักถึงภาวะเงินเฟ้อของประเทศเวียดนาม.....เรียนรู้เรื่องกฎเกณฑ์การถือหุ้นของกิจการในประเทศมาเลเซียที่แปลกไม่เหมือนใคร (หลาย ๆ ธุรกิจต้องมีการถือหุ้นลมโดยชาวมาเลเซียในอัตราส่วน 30%) .....เข้าใจถึงข้อจำกัดของทรัพยากรและสาธารณูปโภคในประเทศพม่า ลาว กัมพูชา....ตลอดจนไม่มองข้ามโอกาสในธุรกิจความงามที่กำลังเติบโต แต่ยังคงมีอุปสรรคเรื่องของการเดินทางติดต่อในประเทศฟิลิปปินส์ที่พื้นที่ล้วนเป็นเกาะแก่งมากมาย....ฯลฯ
ความรู้ความเข้าใจเหล่านี้เปรียบเสมือนหนึ่งในต้นทุนสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับนักธุรกิจ นอกเหนือไปจากแผนการค้าและกลยุทธ์ต่าง ๆ มากมายที่เตรียมไว้อย่างล้นเหลือ...ถ้าหากเตรียมพร้อมได้เช่นนี้...ถึงวันที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเปิดอย่างเป็นทางการ เราก็สามารถจะประกาศอย่างมั่นใจได้ว่า....

          ธุรกิจไทยพร้อมแล้วบนเวที AEC !

SPEAKER :


คุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

ประธานกรรมการบริหาร

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด