AKI TALK 07-06-11

คุณพร้อมหรือยัง? การรับมือ “ภัยธรรมชาติ” คำเตือนจากโลกสู่มนุษย์

 

สำหรับในประเทศไทยนั้นพบว่าวงจรความเสี่ยงในการเกิดแผ่นดินไหวนั้นนับได้เป็นพันเป็นแสนปีขึ้นไป..ดังนั้นเราจึงไม่ควรวิตกกังวลกันให้มากจนเกินไป แต่ในทางกลับกันก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจจนไม่เตรียมตัวอะไรเลย เพราะบางครั้งการที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยกลับเป็นการสร้างความเสี่ยงให้มากขึ้นกว่าคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเสียอีกทั้งนี้ก็เนื่องจากความนิ่งนอนใจและความไม่ตระหนักถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นนี้เอง

 

จากผลสำรวจ AKI Poll ในวัน Earthday ที่ผ่านมาพบว่าคนไทยกว่า 48.3 มีความกังวลกับปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติ โดยเฉพาะการเกิดแผ่นดินไหว และอยากได้มาตรฐานป้องกันและเตือนภัยจากภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว นอกจากการตั้งความหวังว่าจะได้รับความคุ้มครองไม่ว่าจากองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือเราทุกคนต่างควรมีการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติเหล่านี้ด้วยตนเองในอีกทางหนึ่งด้วย และสิ่งที่เหนือกว่าการเตรียมตัวด้านวัตถุ นั่นคือการเตรียมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเกิดภัยธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ

แท้จริงแล้วเรื่องของ “ภัยธรรมชาติ” นั้น การเกิดขึ้นในแต่ละครั้งล้วนเป็นไปตามวงจรของธรรมชาติ เช่น เรื่องของการเกิด Solar Flare หรือการลุกจ้าของดวงอาทิตย์ ซึ่งจะเกิดจากการที่พลังงานภายในสนามแม่เหล็กที่ถูกสร้างขึ้นภายในชั้นบรรยากาศไครโมสเฟียร์ถูกปลดปล่อยอย่างรวดเร็ว พลังงานถูกปลดปล่อยออกมาในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกือบทุกย่านความถี่ตั้งแต่คลื่นที่มีความยาวคลื่นยาวอย่างคลื่นวิทยุ (radio wave) แสงที่ตามนุษย์มองเห็น (optical light) รังสีเอกซ์ (X-rays) ไปจนถึงคลื่นที่มีความยาวคลื่นสั้นอย่างรังสีแกมมา(gamma rays) ดังนั้นเมื่อปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบทั้งหมดต่อการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กในการทำงานทั้งหมด ตามหลักฐานแล้ว Solar Flare จะเกิดขึ้นสูงสุดในวงรอบทุก 11 ปี ซึ่งจะครบวงรอบครั้งต่อไปในปี 2012 ซึ่งตรงกับที่หลายคนกังวลว่าเป็นปีของการสิ้นโลกนั่นเอง

สำหรับวงจรภูมิอากาศโลกนั้น นักวิชาการพบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงวงรอบทุก 30 ปี ในช่วงวงรอบตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เชื่อว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของ Wet Phase คือจะได้รับผลกระทบจากน้ำที่มีมาก ฝนจะตกมากขึ้น นานขึ้น บ่อยขึ้น และสิ่งที่น่ากังวลกว่าน้ำที่มาจากฝนนั่นคือการเกิดของ “พายุ”

“พายุ” ในประเทศไทยจะมาจากด้านตะวันออก ทะเลจีนใต้พัดเข้าอ่าวไทย ตามสถิติมักจะเกิดขึ้นในวงรอบ 30 ปีเช่นเดียวกัน เราพบว่าปี 1963-1967 มีพายุพัดเข้าภาคใต้ถึง 5 ลูก หนึ่งในนั้นคือพายุแฮร์เรียตที่สร้างความเสียหายที่แหลมตะลุมพุก จากนั้นก็มาเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1993 – 1996 ในรูปของพายุเกย์และพายุลินดา ดังนั้นถ้าตามสถิติแล้วภายในอีก 5 ปี น่าจะเกิดพายุขึ้นอีกแน่นอน สิ่งสำคัญคือจะต้องเข้าใจ ยอมรับสภาพความเป็นจริงและเตรียมตัวรับมือ เพราะการเกิดพายุนั้นสามารถมองเห็นจากดาวเทียมล่วงหน้าได้ถึง 5-6 วันและมีความแม่นยำค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่ทำให้พายุแต่ละครั้งสร้างความเสียหายกับเราได้มาก เป็นเพราะส่วนใหญ่เรามักประเมินมันต่ำเกินไป แม้จะมีการเตือนแต่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้าม ตัดสินใจช้า และส่งผลให้เกิดความเสียหายในวงกว้างที่มากมายอย่างหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา

อีก 1 ภัยธรรมชาติที่น่ากลัวกว่าพายุคือ “แผ่นดินไหว” เพราะเป็นภัยที่ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าหรือคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร อย่างไรก็ตามใช่ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นสะเปะสะปะ แต่แผ่นดินไหวคือภัยธรรมชาติที่มักจะเกิดในบริเวณที่เราเรียกว่า “รอยเลื่อนที่มีพลัง”

การสังเกตรอยเลื่อนที่มีพลังนั้น สังเกตได้ง่าย ๆ คือบริเวณเหล่านั้นมักจะมีน้ำพุร้อนโผล่ขึ้นมา ซึ่งแต่ละรอยเลื่อนจะมีวงจรความเสี่ยงของการเกิดแผ่นดินไหวในอัตราที่แตกต่างกันออกไป สำหรับรอยเลื่อนที่มีพลังในประเทศไทยนั้นพบว่ามีอยู่เพียงในบางพื้นที่ ขณะที่บางส่วนเช่นทางภาคอีสานตอนใต้นั้นไม่มีรอยเลื่อนเหล่านี้อยู่เลย ขณะเดียวกันวงจรความเสี่ยงในการเกิดแผ่นดินไหวในบ้านเรานั้นก็นับได้เป็นพันเป็นแสนปีขึ้นไป ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว พบว่าอัตราเสี่ยงของเรานั้นน้อยกว่ามากมายหลายเท่าตัวนัก ดังนั้นเราจึงไม่ควรวิตกกังวลกันให้มากจนเกินไป แต่ในทางกลับกันก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจจนไม่เตรียมตัวอะไรเลย เพราะบางครั้งการที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยกลับเป็นการสร้างความเสี่ยงให้มากขึ้นกว่าคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงเสียอีกทั้งนี้ก็เนื่องจากความนิ่งนอนใจและความไม่ตระหนักถึงโอกาสที่จะเกิดขึ้นนี้เอง

หากมองดูตัวเลขความสูญเสียที่มาจากภัยธรรมชาตินั้น ในประเทศไทยพบว่ามีค่าไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ปี 2553 ที่ผ่านมาแม้ยังไม่มีการรายงานตัวเลขที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าน่าจะเฉียดอยู่ที่กว่า 1 แสนล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมตัวเลขของผู้เสียชีวิตอีกมากมายที่ไม่อาจประมาณค่าได้ ทั้งหมดนี้เราทุกคนสามารถช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมป้องกันและรับมือได้ โดยเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ที่ความคิดและทัศนคติของเราเอง เริ่มจากการมองว่าภัยธรรมชาติทั้งหลายนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว แท้จริงแล้วภัยธรรมชาติเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อาจสามารถเกิดขึ้นได้กับเราทุก ๆ คน และเมื่อไรก็ตามที่ทุกคนเกิดทัศนคติเช่นนี้ขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้นระบบการป้องกันทั้งหลายก็จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมพร้อมๆ กันทั้งสังคมต่อไป

 

วิทยากร :
ดร.อานนท์  สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) และผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการ เปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประวัติ :

ดร.อานนท์จบปริญญาเอกทางสมุทรศาสตร์ (oceanography) จากมหาวิทยาลัยฮาวายด้วยวิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับวัฏจักรคาร์บอนของไหล่ทวีป เป็นนักวิชาการคนแรกๆ ที่ทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศในประเทศไทย พร้อมๆไปกับสื่อสารกับสาธารณะชนวงกว้าง เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการผลักดันให้ประเทศใช้ระบบดาวเทียมทั้งเรดาร์แซต (RADARSAT) และออพติคัล (ระบบภาพถ่ายทั่วไป) เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ล่าสุดในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ดร.อานนท์เปิดตัวแบบจำลองอันที่สองเรื่องการคาดการสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยน แปลงไปของไทยและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยร่วมมือกับศูนย์ Hadley Centre for Climate Pediction and Research จากประเทศ อังกฤษ และยังมีงานวิจัยตามมาอีกมากมาย

 

Clip AKI Talk 07.06.11

  1. http://www.youtube.com/watch?v=YPMfmNrtLqQ
  2. http://www.youtube.com/watch?v=yO6gYwNpXgE
  3. http://www.youtube.com/watch?v=VwD6IXSQACI
  4. http://www.youtube.com/watch?v=OzLUuBT8s2o
  5. http://www.youtube.com/watch?v=ZUpB6W_DUVI